วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557



"กำไรทบต้น" คัมภีร์ลงทุนVI "ขั้นเทพ""ธนะสิน พิพัฒน์กิตติกุล"
แค่อ่าน หนังสือ"คนดังรวยหุ้น"ก็ยกระดับพอร์ตสู่ร้อยล้านได้"ธนะสิน พิพัฒน์กิตติกุล"เซียนวีไอ บุรุษผู้ต้องมนต์ ทฤษฎี กำไรทบต้นชายคนนี้แหละ
http://ads.nationchannel.com/adserverkt/adlog.php?bannerid=695&clientid=438&zoneid=119&source=&block=0&capping=0&cb=5104e8315404dff4fe1a53b573b4caf0ผู้ชายคนนี้เก่งมาก เรื่องการลงทุน” “โจ อนุรักษ์ บุญแสวง นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เจ้าของนามแฝง โจ ลูกอีกสานในเว็บไซด์ Thaivi.com ผู้เดินตามทฤษฎี กำไรทบต้น สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของไอน์สไตน์ ตั้งสเตตัส ชักชวนให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ไปทำความรู้จัก ตี้ธนะสิน พิพัฒน์กิตติกุล รุ่นพี่คนสนิทที่รู้จักกันมานาน 7 ปี
ชายวัย 46” สมาชิกเว็บไซด์ รู้จักเขาดีในฐานะ ผู้ใช้นามแฝง TY การลงทุน เชิงคุณภาพแทน เชิงปริมาณทำให้คุณพ่อลูก 2 ชาวหาดใหญ่รายนี้ (ลูกสาววัย 15 ปี และลูกชายวัย 10 ปี) ค้นพบคำว่า กำไรทบต้น จนสามารถครอบครองพอร์ตลงทุนหลัก ร้อยล้านได้ภายในระยะเวลาเพียง 12 ปี!!!
10 โมงตรงเป๊ะ ได้เวลานัด ชายกลางคนปรากฎตัวขึ้น ท่ามกลางความสงสัยภายในใจ ใช่หนุ่มปักษ์ใต้จริงหรือนี่ ด้วยรูปร่าง สูงขาว กระเดียดไปทางหนุ่มตี๋ธนะสิน พิพัฒน์กิตติกุล เปิดบทสนทนาว่า เขาเป็นคนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มาตั้งแต่กำเนิด เป็นลูกคนที่ 3 จากจำนวนพี่น้อง 5 คน พี่คนโตอายุ 50 ปี ที่บ้านยึดอาชีพเย็บชุดนักเรียนอยู่ในตัวเมืองหาดใหญ่
ใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่หาดใหญ่ จนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ก่อนจะสอบเรียนต่อคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ในปี 2528 เรื่องเงินๆทองๆมีเส่นห์มาก บังเอิญไม่ชอบท่องจำ แต่รักที่จะทำความเข้าใจ ฉะนั้นวิชาที่เกี่ยวข้องกับคำนวณ เลือกแล้วว่าเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
หลังเรียนจบปริญญาตรีในปี 2532 นอนอยู่บ้านได้ 1 สัปดาห์ ก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานครั้งแรกในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบภายในภาค ใต้ ณ ธนาคารกสิกรไทย "ผมไปสมัครงานที่นี่ตอนใกล้เรียนจบ พอดีเขามาเปิดรับพนักงานใหม่ถึงรั้วมหาวิทยาลัย นั่งทำงานได้ 3 เดือน ก็ย้ายไปทำตำแหน่งผู้ช่วยผู้ตรวจสอบบัญชีในบริษัท สำนักงาน เอส จี วี ณ ถลาง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม อาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน"
อดีต เอส จี วี ณ ถลาง เคยเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้านบัญชีและที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำระดับแนว หน้าของเมืองไทย ใครที่จบด้านบัญชี ส่วนใหญ่อยากลงเอยในสายวิชาที่เรียนมาทั้งนั้น ทิ้งใบสมัครในบริษัทนี้ไม่นาน เขาก็โทรมาตาม ทำงานได้ 4 ปี ลาออกอีก เพราะอยากกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน เพิ่งหยุดทำงานช่วยที่บ้านเมื่อปี 2555 และยกหน้าที่ให้พี่น้องดูแลธุรกิจแทน "ธนะสิน" เล่า
..เพราะอยากใช้เวลาเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นมากๆ
คุณพ่อลูกสองเล่า จุดสนใจ ในตลาดหุ้นให้ฟังว่า ลงทุนครั้งแรกตอนเรียนอยู่ปี 4 บังเอิญไปรู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้ง คุยไปคุยมาดันปิ๊งไอเดียอยากลงทุนกับเขาบ้าง หลังเห็นรุ่นพี่พูดถึงผลตอบแทน เขาบอกว่าได้กำไรมากกว่าฝากแบงก์อีก
รุ่นพี่ชวนผมไปเปิดพอร์ตที่โบรกเกอร์ธนชาต เงินตั้งต้น น่าจะประมาณ 2 หมื่นบาท จำได้ว่าซื้อหุ้นแค่ 1-2 ตัว เน้นหุ้นจำพวกปันผลสูงๆ ข้อมูลพื้นฐานไม่ต้องถามเลย!! แทบไม่สนใจ ถือได้ 6 เดือน ก็ขายทิ้ง ชนิดไม่รอเงินปันผลด้วยซ้ำ ได้กำไรนิดหน่อยก็หรูแล้ว ช่วงนั้นเรียนจบพอดี รู้สึกไม่อยากให้เวลากับตลาดหุ้นมากไปกว่างานประจำ เลยขายทิ้งทั้งหมดและเลิกเล่น"
"ธนะสิน" เล่าว่ากลับมาสนใจตลาดหุ้นอีกครั้ง หลังกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ตอนนั้นประมาณปี 2538 วันหนึ่งเดินเข้าไปในร้านหนังสือ เหลือบตาไปเห็นหนังสือ พ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) ของโรเบิร์ต คิโยซากิ และหนังสือ ตีแตก ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย หนังสือ 2 เล่มนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือแนะนำ แต่ก็สะดุดตาจนต้องซื้อมาอ่าน
"ผมอ่าน 2 เล่มนี้ ได้ 1-2 สัปาดห์ ความรู้สึก อยากลงทุน กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ตัดสินใจหอบเงิน 5 หมื่นบาท ไปเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ นวธนกิจ ช่วงนั้นยอมรับยังสับสนกับหลักการลงทุนเล็กน้อย ทำให้ยึดกลยุทธ์ เน้นซื้อหุ้นที่มี P/E ต่ำๆ 7-8 เท่า และเงินปันผลสูงๆ หุ้นกลุ่มสิ่งทอถือว่าเข้าหลักการมากสุดในตอนนั้น ลงทุนได้ไม่นาน เมืองไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้พอร์ตลงทุนของผมติดลบ"ขาดทุน 40-50% !!
แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนเงินก็ไม่มาก เพราะเงินตั้งต้นต่ำเพียง 5 หมื่นบาท ไม่รู้สึกเครียดเท่าไร ไม่ค่อยเสียกำลังใจ
"ฉะนั้นผมยังคงลงทุนต่อไป"
ผ่านมาถึงปี 2546 กลับมาทบทวนเรื่องการลงทุนใหม่อีกครั้ง คราวนี้เริ่มหันมาสนใจดูธุรกิจในเชิงคุณภาพ แทน เชิงปริมาณ มากขึ้น พูดง่ายๆ เราต้องดูว่าธุรกิจนั้นๆมีความสามารถในการแข่งขันหรือไม่ มีความแข็งแกร่งมากแค่ไหน
อย่าไปนั่งดูเพียงตัวเลขการเงินอย่างเดียว ต่อให้หุ้นตัวนั้นมีค่า P/E ต่ำมากแค่ไหน แต่ถ้าอนาคตมีแววรุ่งยาก ธุรกิจก็มีสิทธิไม่สวยได้เหมือนกัน หุ้นกลุ่มส่งออกจำพวกอาหาร ถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ในขณะนั้น สามารถทนต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ ตอนโน่นรวมถึงตอนนี้ด้วย (ยิ้ม)
ธนะสิน ยังเล่าว่า มักเลือกลงทุนหุ้น 2 แบบ คือ 1.แบบที่มีอัตราการเติบโตระยะยาวภายใน 5-10 ปี เฉลี่ยปีละ 20% 2.ระยะสั้นช่วง 2-3 ปี เฉลี่ยผลเติบโตประมาณ 50-100% ต่อปี วิธีคิดลักษณะนี้ ถือว่าสร้างผลตอบแทนที่ดีมาก โดยเฉพาะในปี 2553 ถ้าจำไม่ผิดนะ...
เคยโกยกำไร 230% สูงสุดในชีวิตการลงทุน!!!
ช่วงนั้นเพิ่งผ่านวิกฤติการเงิน (แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส) มาหมาดๆ หลังได้กำไร 230% ทำให้มูลค่าลงทุน ขยับขึ้นมายืน 8 หลักปลายๆ
หุ้น Commodity คือ พระเอก ของพอร์ต
ตอนโน่นมองว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่ำตกมาก หลังโดนวิกฤติเล่นงาน แต่เชื่อว่าอีกไม่นานราคาจะเด้งกลับมา สุดท้ายใช้เวลาเพียง 1 ปี ราคาวนกลับมาเร็วมาก
ถามถึงชื่อ พระเอก เขา บอกว่า หนึ่งในนั้น คือ หุ้น โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ PTL ถือลงทุนมา 1 ปี เสน่ห์ของหุ้น PTL คือ หลังวิกฤติราคาแผ่นฟิลม์ตกต่ำมาก เรียกว่าต่อเนื่องมาตั้งแต่อุตสาหกรรมเลิกใช้วีดีโอเทปแล้วเปลี่ยนมาใช้แผ่น ซีดีในรูปแบบของดิจิทัล ทำให้ไม่มีการเพิ่มกำลังการผลิต
เมื่อพ้นช่วงวิกฤติความต้องใช้สูงขึ้น ทำให้เขามีกำไรสูงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาหุ้นก็เติบโตเร็วเช่นกัน ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวัฎจักรมักจะกลับมา ตอนนั้นหุ้น เอ.เจ.พลาสท์ (AJ) ก็น่าสนใจ แต่บังเอิญหุ้น PTL ราคาถูกกว่านิดหนึ่ง
หุ้น เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) รับบท ผู้นำของพอร์ตเหมือนกัน ตอนนั้นเขาเปลี่ยนจากธุรกิจท่อทองแดงมาเป็นประกอบแอร์สำเร็จรูป ถือเป็นการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่ดี เพราะได้ประโยชน์เต็มๆ ถือลงทุนมา 3 ปี ผลประกอบการและราคาหุ้นเติบโตต่อเนื่อง
"การลงทุนในหุ้น สิ่งสำคัญ คือ คุณต้องอดทนต่อความผันผวน แม้จะมองว่าในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนสูงก็ตาม"
หลังปี 2554 ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นอย่างไร?? เซียนหุ้นวีไอ เล่าว่า เฉลี่ย 40-50% บนสมมติฐานที่มีหุ้นในพอร์ต 10 ตัว แบ่งเป็นตัวหลักๆ 5 ตัว คิดเป็น 90% ของพอร์ตลงทุน อีก 5 ตัว คิดเป็น 10% ของพอร์ต ตอนนั้นชอบหุ้นเทิร์นอะราวด์เน้นเฉพาะตัวที่ต้องมีแนวโน้มดีขึ้นภายใน 1 ปี ถ้ารอนานเกินไปจะเสียโอกาส
จากนั้นไม่นานพอร์ตลงทุน ก็ทะยานสู่ 9 หลัก!!
ทุกครั้งที่ได้ กำไร จะนำเงินไปใช้ แต่หลังเปลี่ยนกลยุทธ์ เมื่อได้กำไรจะนำไป ทบต้น ตลอด เรียกว่าได้ส่วนต่างมากก็นำไปลงทุนต่อ
ถามถึงพอร์ตลงทุนปัจจุบัน? ตอนนี้เทรดผ่านอินเตอร์เน็ต 100% ที่บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย),บล.ฟินันเซีย ไซรัส และบล.ไทยพาณิชย์ ทุกวันนี้ก็ยังคงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเหมือนเดิม คือ 30% ใส่ไปในหุ้นเติบโตสม่ำเสมอ" เน้นพวกกลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะกระเบื้อง และเซรามิก และกลุ่มค้าปลีก อีก 70% เป็น หุ้นเทิร์นอะราวด์อาทิ กลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และเทคโนโลยี เป็นต้น
ตามสถิติ หุ้นเติบโตสม่ำเสมอ มักมีผลประกอบการขยายตัวปีละ 15-30% ต่อเนื่องถึง 5 ปี ขณะที่ราคาหุ้นจะขยับประมาณ 20% ส่วน หุ้นเทิร์นอะราวด์ผลประกอบการจะเติบโต 100% เพียง 1-2 ปี และราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้น 300% ต่อปี เขาวิเคราะห์
หนุ่มวีไอ เผยชื่อหุ้นบางตัวที่ถือลงทุนว่า "ผมชอบ" หุ้น ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) ซื้อมาปี 2555 ต้นทุน 3 บาท ราคาตอนนี้เฉลี่ย 16 บาท กะจะถือไปเรื่อยๆ รอดูสถานการณ์ไปก่อน สมมุติมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันจนทำให้พื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนแปลงไป ก็จะขาย ไม่เคยยึดติดในตัวหุ้น พร้อมจะสละได้ตลอดเวลา
นิคมอุตสาหกรรมบ้านเรา อาจได้รับดีจากการที่ประเทศญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทยมากขึ้น เพราะค่าแรงในญี่ปุ่นสูงขึ้น แถมยังจะย้ายฐานการผลิตจากเมืองจีนบ้านเราด้วย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศออกอาการไม่ค่อยดีนัก เท่าที่ฟังผู้บริหารเขาบอกว่า เริ่มเห็นสัญญาณย้ายมาบ้างแล้ว
หุ้น พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT) ตัวนี้ก็ชอบ เขาจะได้รับประโยชน์จากระบบ 3 G เพราะบริษัทขายอุปกรณ์ให้โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย (DTAC ,AIS, TRUE) ที่สำคัญเขายังมีศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตราเติบโตสูงมาก ฉะนั้นในช่วง 1-2 ปี บริษัทน่าจะมีรายได้เติบโตปีละ 50% จากนั้นจะมีอัตราเติบโตปีละ 10-20% ตามปกติ ซื้อหุ้น PT มาเมื่อปี 2555 ต้นทุนเท่าไรจำไม่ได้ ไม่ค่อยสนใจจำราคาเท่าไร
ที่ผ่านมาไม่เคยตั้ง จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ส่วนใหญ่จะดูพื้นฐานของธุรกิจอย่างเดียว เว้นเสียแต่ราคาหุ้นตกหนัก ก็จะกลับมาทบทวนว่า คิดผิดหรือเปล่า แต่ถ้าพบว่าไม่มีอะไรผิดพลาดจะถือลงทุนต่อไป แต่ถ้าพบข้อผิดพลาด ก็จะขายทันที แม้ว่าภาวะนั้นจะขาดทุนหรือกำไรก็ตาม ตรงกันข้าม หากราคาหุ้นสูงมาก แต่อนาคตยังดีอยู่ก็จะถือต่อไป "ผมไม่เคยนำราคาหุ้นมาเป็นตัวตั้ง"
ข้อดีของการมีหุ้นน้อยตัว ทำให้เราดูแลได้ทั่วถึง ติดตามรายละเอียดได้ดี แต่การลงทุนไม่มาก ไม่ได้หมายถึงศึกษาน้อย ตรงข้ามเราวิเคราะห์หุ้นเกือบทั้งตลาด เพียงแต่คัดตัวที่ดีที่สุดมาอยู่ในพอร์ต ซึ่งผลตอบแทนจะสูงกว่าการกระจายการลงทุน แต่ไม่ควรถือเพียง 1-2 ตัว มีติดพอร์ต 4-5 ตัว โอเคสุด
"วิธีหาข้อมูล ผมก็ทำเหมือนๆนักลงทุนทั่วไป คือ อ่านหนังสือพิมพ์ เปิดดูงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ทางอินเตอร์เน็ต เรียกว่าส่องเกือบทุกตัว ไปงานประชุมผู้ถือหุ้น ทุกครั้งที่รับข้อมูลมาจะกลับมานั่งวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ส่วนใหญ่จะเข้าข้างตัวเอง (ยิ้ม) หากข้อมูลของบริษัทกับของเราตรงกันผมจะซื้อลงทุน"
เขาเล่าว่า หลังๆดูงบการเงินน้อย เน้นวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้มากกว่า การดูงบการเงินเป็นเพียงการยืนยันความเชื่อของเราเท่านั้น ส่วนใหญ่จะดูตัวเลขยอดขาย กำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ตัวหลังจะดูเป็นพิเศษ (ROE) ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะจะบ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไร ส่วนอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ก็ดูบ้าง เน้นหุ้นที่ให้อัตราส่วน 4% ขึ้นไป
ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งเป้าหมาย ขอแค่โตเฉลี่ยปีละ 15% ก็พอใจแล้ว
ตั้งแต่ลงทุนในตลาดหุ้น แน่นอนสิ่งที่ได้รับมาตลอด คือผลกำไร ทำให้สามารถนำมาเป็นความมั่นคงในชีวิต แต่ผลกำไรมักเกิดจากการเรียนรู้ก่อนลงทุน
ดร.นิเวศน์ และปีเตอร์ ลินซ์ 2 บุรุษ คือไอดอลการลงทุนของธนะสิน
เซียนหุ้นร้อยล้าน จบบทสนทนา ด้วยการทำนายดัชนีไทยในปี 2556 ว่า สุดท้ายตัวเลขจะยืนระดับไหน คงตอบไม่ได้ เพราะมีส่วนผสมหลายๆอย่าง โดยเฉพาะอารมณ์ของนักลงทุน แต่น่าจะขยายตัวประมาณ 15% จากต้นปี นักลงทุนรุ่นใหม่ และคนที่มีอายุจะหันมาสนใจหุ้นมากขึ้น
นักลงทุนมือใหม่ควรแบ่งเงินมาลงทุนมาในตลาดหุ้น ตามความมั่นใจและความรู้ของตัวเอง10% ที่เหลือ 90% ลงทุนในกองทุนเปิดตราสารหนี้ ผลตอบแทนตราสารหนี้น่าจะ 3% แต่หากมีความรู้เพียงพอ ก็ลงทุนหุ้นไปเลย 50%
นักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเล่นหุ้นเยอะมาก เพราะเห็นว่ามีผลตอบแทนสูง หน้าใหม่แทบไม่เคยดูพื้นฐานกิจการด้วยซ้ำ
น่ากลัวมาก การลงทุนที่ถูกต้อง คือ..
"จงเข้ามาในช่วงถูกๆ ไม่ใช่ในเวลาแพงๆ" ฉะนั้นคุณต้องขยันหาความรู้ หากอยากอยู่ในตลาดหุ้นนานๆ